กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา

กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา



พันธุ์ขนุน จำปา กรอบ

พันธุ์ขนุน  จำปา  กรอบ

ขนุน  จำปา  กรอบ

พันธุ์ส้มเขียวหวานบางมด / รสชาติเป็นหนึ่ง ผลดก เนื้อหวาน น้ำดี


พันธุ์มะกรูด


แผนที่ "พาท่านมาหาเรา....

แผนที่  "พาท่านมาหาเรา....
การให้คือความสุข การได้แบ่งปันความรู้ในหลายสิ่งที่คนยังไม่รู้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก The happiness To share the knowledge of many things that people do not know. Even a little thing. I pride myself very much.

อยากรู้มาหาเราที่นี่ !!!

อยากรู้มาหาเราที่นี่  !!!

19.9.60

การปลูกมะม่วงเขียวเสวย

มะม่วงเขียวเสวย เป็นที่นิยมปลูก เนื่องจาก ผลแก่หรือผลห่ามมีรสหวานมันที่อร่อยมากว่ามะม่วงชนิดอื่นที่ยังดิบอยู่ โดยนิยมปลูกตามบ้านเรือนหรือตามหัวไร่ ปลายนา รวมถึงปลูกเพื่อการค้าในแปลงใหญ่ ซึ่งนิยมปลูกจากต้นพันธุ์ตอนกิ่งหรือการเสียบยอดเป็นหลัก
การเตรียมแปลงปลูก และหลุมปลูก
– ไถพรวนดิน และตากหน้าดิน 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งตากดินนาน 5-10 วัน รวมถึงกำจัดวัชพืชต่างๆ
– ขุดหลุมปลูกเป็นแถวในทิศขวางกับดวงอาทิตย์ แต่ละหลุมกว้าง และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร
– ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว ประมาณ 6-8 เมตร
– ปล่อยหลุมให้ตากแดดนาน 3-5 วัน
การปลูก
– ให้ปลูกลงหลุมในช่วงเข้าฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
– คลุกก้นหลุมกับหน้าดินด้วยปุ๋ยคอกที่ 3-5 กำมือ/หลุม ร่วมด้วยกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ที่ 1 กำมือ/หลุม
– นำต้นพันธุ์ลงปลูก (ฉีกถุงดำออก) พร้อมกลบดินให้พูนขึ้นสูงจากหน้าดินเล็กน้อย
– ปักยึดด้วยไม้ไผ่ พร้อมผูกเชือกฟางยึดลำต้นไว้
การให้น้ำ
– หลังการปลูกให้ปล่อยเติบโตด้วยน้ำฝน
– หากฝนทิ้งช่วงนาน ให้รดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน
– เมื่อย่างเข้าฤดูแล้ง ให้น้ำวันเว้นวัน
– ในระยะปล่อยติดผลที่ประมาณ 3-4 ปี หลังปลูก ให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง ในระยะออกดอก และติดผล
การใส่ปุ๋ย
– ในระยะ 1-3 ปีแรก ที่ยังไม่ต้องการให้ติดผล ให้ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราปุ๋ยคอก 3-5 กำ/ต้น ปุ๋ยเคมี 1 กำมือ/ต้น
– ช่วงปล่อยติดผล ในระยะออกดอกให้เปลี่ยนปุ๋ยเคมีเป็นสูตร 10-10-20 และปุ๋ยคอกในอัตราเดียวกับในระยะก่อนปล่อยติดผล
การเก็บผลผลิต
การปลูกมะม่วงเขียวเสวยเกษตรกรจะปล่อยให้ลำต้นเติบโตอย่างเต็มที่ก่อนใน 1-3 ปีแรก หลังจากนั้น จึงปล่อยให้ต้นติดผลได้ ซึ่งอาจอยู่ในปีที่ 3-4 หรือ ตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป โดยแบ่งระยะการให้ผลออกเป็น 3 ช่วง คือ
1. ระยะตั้งแต่ 3-6 ปี เริ่มให้ผลน้อยถึงปานกลาง
2. ระยะ 7-15 ปี ให้ผลผลิตมาก โดยมักให้ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 13
3. ระยะ 16 ปี ขึ้นไป ให้ผลผลิตน้อย และน้อยลงเรื่อยๆ (7)
ทั้งนี้ มะม่วงเขียวเสวยจะมีอายุพร้อมเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมประมาณ 105 วัน หลังดอกบาน หรือประมาณ 90 วัน หลังติดผล (5)
หลังเก็บผลมะม่วงเขียวเสวยมาแล้ว ให้เด็ดก้านผลออกจนชิดขั้วผล และให้คว่ำผลลงเพื่อให้น้ำยางไหลออก โดยมีผ้ารองไว้ด้านล่างเพื่อซับยางมะม่วง หลังจากนั้น นำมาล้างทำความสะอาดก่อนเก็บบรรจุ



มะม่วงเขียวเสวย (Khiew Sawoey)

ชื่อท้องถิ่น : มะม่วงเขียวเสวย (มะม่วงมัน) 

ชื่อสามัญ : Mango Tree 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica L. 

ชื่อวงศ์ : ANACARDIACEAE 

ลักษณะวิสัย/ประเภท : ไม้ยืนต้น ลักษณะพืช :  เป็นมะม่วงยอดนิยมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นิยมรับประทานผลดิบหรือผลแก่เป็นหลัก เนื่องจากผลในระยะนี้จะมีสีขาวขุ่นหรือขาวขุ่นอมครีม เนื้อแน่น มีความกรอบ และมีรสหวานมัน จนได้รับขนานนามว่า “ราชินีของมะม่วงไทย”  

การเจริญเติบโตและการแตกกิ่งค่อนข้างช้า ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมเรียวยาวงอนเล็กน้อย โดยมีส่วนหัวใหญ่หนาและเรียวลงสู่ส่วนปลาย ลักษณะของผลสีเขียว

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica L. c.v.
• ชื่อสามัญ : Mango (Khiew Sawoey)
• ชื่อท้องถิ่น : มะม่วงเขียวเสวย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
มะม่วงเขียวเสวย เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีอายุประมาณ 10-25 ปี ลำต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกหลักกิ่ง และกิ่งแขนงน้อย จนแลดูเป็นทรงพุ่มโปร่ง เปลือกลำต้นแตกเป็นสะเก็ดขนาดเล็ก สีดำอมเทา
ใบ
ใบมะม่วงเขียวเสวย ออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงสลับกันที่ปลายกิ่ง ใบค่อนข้างรียาว สีเขียวเข้ม และเป็นมัน ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร โคนใบสอบมน ปลายใบแหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ เส้นกลางใบมีสีขาวชัดเจน
ดอก
มะม่วงเขียวเสวย ออกดอกเป็นช่อแขนง ซึ่งแต่ละแขนงประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยในช่อเดียวกันจะมีดอก 2 ชนิด คือ ดอกเพศผู้ ซึ่งมีจำนวนมาก (91.80%) และดอกกะเทย (8.20%) ที่สามารถพัฒนาเป็นผลได้ ทำให้มะม่วงพันธุ์นี้ติดผลน้อย ทั้งนี้ มะม่วงเขียวเสวย เป็นพันธุ์ที่ออกดอกช้า ดอกมะม่วงเขียวเสวยหลังการผสมเกสรแล้ว ทั้งกลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรจะร่วงหล่นไปหมด คงเหลือรังไข่ที่พัฒนาเป็นผลรูปไข่ขนาดเล็ก และจานดอกที่เหี่ยวแห้งติดด้านล่างผล
ผล และเมล็ด
ผลมะม่วงเขียวเสวย มีลักษณะรียาว และแบนเล็กน้อย บริเวณขั้วผลมีขนาดใหญ่ และค่อยเล็กลงไปด้านท้ายด้านหลังผลมีลักษณะนูนออก และด้านหน้าผลคอดเล็กลง ขนาดผลกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีน้ำหนักต่อผลประมาณ 300-335 กรัม ผลมะม่วงเขียวเสวย เมื่อยังอ่อนจะมีเปลือกสีเขียวเข้ม ส่วนเนื้อผลมีสีขาว และมีรสเปรี้ยว เมื่อแก่ เปลือกมีสีเขียวอมเทาหรือมีนวล ส่วนเนื้อมีสีขาวขุ่น มีรสหวานมัน และเมื่อสุก เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน เนื้อด้านในมีสีเหลือง เนื้อละเอียด และค่อนข้างแน่น ไม่เละง่าย
ส่วนเมล็ดด้านในมีลักษณะเรียวยาว และค่อนข้างแบนตามลักษณะของผล เปลือกหุ้มเมล็ดหนาแข็ง และมีร่องเป็นริ้วตามแนวตั้ง

ประโยชน์มะม่วงเขียวเสวย

1. มะม่วงเขียวเสวย นิยมรับประทานผลดิบแก่เป็นหลัก เพราะเนื้อผลหนา กรอบ และมีรสหวานมัน นอกจากนั้น ยังนิยมรับประทานผลสุกเช่นกัน ด้วยเนื้อผลสุกมีรสหวาน เนื้อแน่นเหนียว ไม่เละง่าย
2. มะม่วงเขียวเสวยสุก มีเนื้อสีเหลืองทองนิยมใช้ทำข้าวเหนียวมะม่วง
3. มะม่วงเขียวเสวยสุก แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ มะม่วงกวน มะม่วงแผ่น เป็นต้น
4. ก้านยอดอ่อนหรือยอดอ่อนมีรสเปรี้ยวอมฝาด ใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารอื่นๆ
5. เปลือกลำต้นใช้ต้มย้อมผ้า ผ้าที่ย้อมได้สีน้ำตาล
6. เนื้อไม้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ รวมถึงใช้เป็นท่อนไม้สำหรับการเพาะเห็ด
คุณค่าทางโภชนาการ (มะม่วงเขียวเสวย 100 กรัม)
มะม่วงเขียวเสวยดิบมะม่วงเขียวเสวยสุก
Proximates
น้ำกรัม78.580.2
พลังงานกิโลแคลอรี่8782
โปรตีนกรัม0.70.5
ไขมันกรัม0.40.8
คาร์โบไฮเดรตกรัม20.118.2
เส้นใยกรัม
เถ้ากรัม0.30.3
Minerals
แคลเซียมมิลลิกรัม
ฟอสฟอรัสมิลลิกรัม
เหล็กมิลลิกรัม
Vitamins
เรตินอลไมโครกรัม
เบต้า แคโรทีนไมโครกรัม
วิตามิน A, RERE
วิตามิน Eมิลลิกรัม
ไทอะมีนมิลลิกรัม0.020.03
ไรโบฟลาวินมิลลิกรัม0.030.05
ไนอะซีนมิลลิกรัม
วิตามิน Cมิลลิกรัม3125

สาระสำคัญที่พบ

ผลมะม่วงเขียวเสวย
– friedelin
– mangiferin
– catechin
– cycloartenol
ใบมะม่วงเขียวเสวย
– mangiferin
– isomangiferin
– methylchinomin
– quercetin
สารเหล่านี้ สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสได้ดี โดยเฉพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

สรรพคุณมะม่วงเขียวเสวย

ผลดิบ และผลสุก
– ต้านอนุมูลอิสระ
– ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
– ป้องกันโรคเบาหวาน
– ป้องกันโรคหัวใจ
– ป้องกันโรคมะเร็ง
– กระตุ้นการถ่าย
ใบมะม่วง
– กระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยการทดลองใช้สารสกัดหยาบจากใบมะม่วงเขียวเสวย โดยการผสมในอาหารให้แก่กุ้งกุลาดำ พบว่า สารสกัดหยาบจากใบมะม่วงเขียวเสวยสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของแก่กุ้งได้
– ใบมะม่วงเขียวเสวยนำมาตากแห้ง และบดเป็นผงสำหรับใช้ต้มดื่มหรือรับประทาน ช่วยแก้โรคท้องร่วง
– ผงใบมะม่วงช่วยแก้โรคเบาหวาน
– ช่วยบรรเทาอาหารไอ
– แก้โรคหอบหืด
– แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก
ลำต้น และเปลือก
– ช่วยแก้ไข้ ตัวร้อน
– รักษากามโรคต่างๆ
– รักษาแผลในจมูก
– แก้อาการท้องเดิน
ราก
– ช่วยรักษาฝี
– ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ



วิธีการปลูกมะม่วงทั่วๆ ไป

วิธีปลูก การปลูกมะม่วงไม่ว่าจะปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งทาบ หรือต้นที่เพาะเมล็ดก็ตาม ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้รากขาดมาก เพราะจะทำให้ต้นชะงักการเติบโตหรือตายได้ ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ในภาชนะนานๆ ดินจะจับตัวกันแข็ง และรากก็พันกันไปมา เวลานำออกจากภาชนะแล้วให้บิแยกดินก้นภาชนะให้กระจายออกจากกันบ้าง ส่วนรากที่ม้วนไปมาให้พยายามคลี่ออกเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เจริญเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
3.1 การปลูกด้วยกิ่งทาบ กิ่งติดตา ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะปลูกเดิม หรือสูงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ต้องไม่มิดรอยที่ติดตาหรือต่อกิ่งไว้ เพื่อจะได้เห็นว่ากิ่งที่แตกออกมานั้นแตกออกมาจากกิ่งพันธุ์หรือจากต้นตอ ถ้าเป็นกิ่งที่แตกจากต้นตอให้ตัดทิ้งไป
3.2 การปลูกด้วยกิ่งตอน ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะเดิม หรือให้เหลือจุกมะพร้าวที่ใช้ในการตอนโผล่อยูู่่เล็กน้อย ไม่ควรกลบดินจนมิดจุกมะพร้าว เพราะจะทำให้เน่าได้ง่าย เมื่อปลูกเสร็จ ให้ปักไม้เป็นหลักผูกต้นกันลมโยก แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต้นที่นำมาปลูกถ้าเห็นว่ายังตั้งตัวไม่ดี คือแสดงอาการเหี่ยวเฉาตอนแดดจัด ควรหาทางมะพร้าวมาปักบังแดดให้บ้าง ก็จะช่วยให้ต้นตั้งตัวได้เร็วขึ้น ในระยะที่ต้นยังเล็กอยู่นี้ ให้หมั่นรดน้ำอยู่เสมอ อย่าให้ดินแห้งได้ การปลูกในฤดูฝนจึงเหมาะที่สุด เพราะจะประหยัดเรื่องการให้น้ำได้มาก และต้นจะตั้งตัวได้เร็ว โดยเฉพาะการปลูกในที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีน้ำที่จะให้แก่ต้นมะม่วงได้ทั้งปี ให้ปลูกในระยะต้นฤดูฝน ช่วงแรกๆ อาจต้องรดน้ำให้บ้าง เมื่อฝนเริ่มตกหนักแล้วก็ไม่ต้องให้น้ำอีก ต้นจะสามารถตั้งตัวได้เต็มที่ก่อนจะหมดฝน และสามารถจะผ่านฤดูแล้งได้โดยไม่ตาย ส่วนที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ จะปลูกตอนไหนก็ได้แล้วแต่ความสะดวก
3.3 การปลูกพืชแชม ต้นมะม่วงที่ปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งติดตา หรือต่อกิ่ง ทาบกิ่ง จะใช้เวลาประมาณ 3 - 4 ปี จึงจะให้ผล ส่วนการปลูกด้วยต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด จะใช้เวลาประมาณ 4 - 6 ปีขึ้นไป ในระหว่างที่ต้นยังไม่ไห้ผลนี้ ถ้าปลูกแบบระยะต้นห่างๆ กันจะมีที่ว่างเหลืออยู่มาก ควรปลูกพืชอย่างอื่นที่มีอายุสั้นๆ หรือพืชที่ค่อนข้างถาวรแซมเป็นการหารายได้ไปพลางๆ ก่อน ไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่า นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว ยังต้องคอยดายหญ้าอยู่เสมออีกด้วย พืชที่ควรปลูกแซมระหว่างที่ต้นมะม่วงยังเล็กอยู่คือ พวกพืชตระกูลถั่วต่างๆ ซึ่งเป็นพืชช่วยบำรุงดิน เมื่อเก็บถั่วแล้ว ขุดสับลงดิน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ดินและพืชต่อไป ส่วนพืชที่ไม่ควรปลูกแซมคือ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง เป็นต้น เพราะเป็นพืชที่ทำให้ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
การปลูกพืชแซมอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งนิยมกันในการปลูกไม้ผลทั่วไปคือ ปลูกกล้วยลงไปก่อน เมื่อกล้วยโตพอสมควรจึงปลูกมะม่วงตามลงไป ต้นกล้วยจะช่วยเป็นร่มเงาไม่ให้ต้นมะม่วงโดนแดดจัดเกินไป และทำให้สวนชุ่มชื้นอยู่เสมอ จะช่วยให้ต้นมะม่วงโตเร็ว และประหยัดการให้น้ำด้วย จนเมื่อเห็นว่า ต้นมะม่วงโตมากแล้ว และโดนต้นกล้วยบังร่มเงา ก็ทยอยขุดต้นกล้วยออก โดยขุดต้นกล้วยที่อยู่ใกล้ๆ ต้นมะม่วงออกก่อน จนกว่าต้นกล้วยจะหมดไป และต้นมะม่วงโตขี้นมาแทนที่ ต้นกล้วยที่ตัดหรือขุดรื้อทิ้งนั้น ให้ผ่าเป็นสองซีก ใช้เป็นวัตถุคลุมดินได้ดี ป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น และช่วยรักษาความชื้นของดิน การปลูกต้นกล้วยแซมนี้ มีข้อเสียตรงที่ต้องเสียแรงงานมากในการขุดรื้อต้นกล้วยออก
4. ฤดูปลูก มะม่วงควรปลูกตอนต้นฤดูฝน หรือในประมาณเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม เพื่อให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากในฤดูฝนอากาศมีความชุ่มชื้นดี ทำให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็ว และเป็นการสะดวกไม่ต้องรดน้ำในระยะแรก










การปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้

มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นที่นิยมปลูก และมีความต้องการทางตลาดสูง โดยเฉพาะผลสุกที่มีสีเหลืองทองสวยงาม ผิวผลเกลี้ยงสวยงาม เนื้อมีสีครีม มีรสหวาน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เป็นพันธุ์ที่ออกดอกดก แต่ติดผลปานกลาง สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ เติบโตเร็วทนต่อโรคและแมลง รวมถึงตอบสนองต่อการบังคับให้ติดผลนอกฤดูได้ดี
ลักษณะเด่นมะม่วงน้ำดอกไม้
1. ออกดอกเร็ว
2. เติบโตเร็ว ไม่ต้องการดูแลมาก
3. ทนแล้ง
4. ทนต่อโรค และแมลง
5. เป็นที่ต้องการของตลาดสูง
6. เปลือกผลสุก มีผิวผลเกลี้ยง และมีสีเหลืองทองสวยงาม
7. เนื้อผลสุกนุ่ม มีรสหวาน เนื้อไม่เละง่าย
ลักษณะด้อยมะม่วงน้ำดอกไม้
1. ผลดิบมีรสเปรี้ยวมาก ผลสุกมีความหวานน้อยกว่ามะม่วงอื่นๆ
2. มีกลิ่นหอมน้อย
3. ผลสุกมีเปลือกบาง ทำให้ซ้ำง่ายเวลาขนส่ง
4. ไม่ทนต่อโรคแอนแทรกโนส
การเตรียมแปลงปลูก และหลุมปลูก
– ไถพรวนแปลง ร่วมกับกำจัดวัชพืชออกให้หมด และตากแปลงนาน 5-10 วัน
– ขุดหลุมปลูกเป็นแถวตามแนวยาวของแปลงในทิศขวางกับดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะแปลง ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 6-8 เมตร
– ขุดหลุมขนาด 50 เซนติเมตร และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม ประมาณ 6-8 เมตร
– ตากหลุม นาน 3-5 วัน
การปลูก
– เกษตรนิยมปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ในช่วงต้นฝน เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
– ให้ผสมปุ๋ยคอก ประมาณ 3-5 กำมือ/หลุม และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/หลุม ลงก้นหลุม พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงคลุกให้เข้ากัน นอกจากนั้น อาจเพิ่มด้วยหินฟอสเฟต ประมาณ 2-3 กำมือ/หลุม
– ฉีกถุงเพาะออก นำต้นกล้าลงปลูก พร้อมเกลี่ยดินกลบให้พูนโคนต้นขึ้นมาเล็กน้อย
– ปักไม้ไผ่ลงข้างลำต้น พร้อมผูกมัดด้วยเชือกฟาง
การให้น้ำ
– ปล่อยให้ได้รับน้ำฝนตามธรรมชาติ
– หลังปลูกในปีแรก หากบางวันที่ฝนทิ้งช่วง ให้รดน้ำวันเว้นวัน
– เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง ให้น้ำวันเว้นวัน
– ในระยะติดผลที่ 3-4 ปี หลังปลูก ให้น้ำวันเว้นวัน (วันที่ฝนไม่ตกหรือหน้าดินแห้งมาก) ทั้งในระยะออกดอก และติดผล
– หากจัดทำร่องน้ำ และปล่อยให้มีน้ำขัง จะช่วยให้ต้นมะม่วงได้รับน้ำที่เพียงพอตลอดเวลา
การใส่ปุ๋ย
1. ในระยะ 1-3 ปีแรก ที่ต้นเติบโต ให้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน และอีกครั้งปลายฤดูฝน
– ปุ๋ยคอก 3-5 กำมือ/ต้น
– ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1-2 กำมือ/ต้น
2. ระยะติดผล หลังปลูก 3-4 ปี ให้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งแรกในระยะก่อนออกดอกหรือออกดอก ครั้งที่ 2 ใส่หลังเก็บผล
– ระยะออกดอก ใส่ปุ๋ยในชนิดเดียวกับระยะ 1-3 ปีแรก แต่เปลี่ยนปุ๋ยเคมีเป็นสูตร 8-24-24 หรือ 10-10-20
– ระยะออกดอก ใส่ปุ๋ยในชนิด และอัตราเช่นเดียวกับระยะ 1-3 ปีแรก
การชักนำออกดอกนอกฤดู
– ให้ตัดแต่งกิ่ง และใส่ปุ๋ย ซึ่งกิ่งมะม่วงจะแตกยอดใหม่ อย่างน้อย 2 รุ่น
– จากนั้น เริ่มหยุดการให้นํ้า 7-15 วัน พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก 1 ถังเล็ก/ต้น และปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24
– จากนั้น ไถพรวนหน้าดินเพื่อคลุกกลบปุ๋ยลงด้านล่าง และเพื่อตัดรากฝอยรอบโคนต้น
– จากนั้น ให้น้ำอย่างเต็มที่ตลอด 5-7 วัน
การห่อผล
เพื่อช่วยให้ผลมีผิวสวย ไม่มีรอยโรคหรือแมลง ไม่มีจุดด่างหรือเพลี้ยมาเกาะ เกษตรกรจะทำการห่อผลมะม่วงหลังจากที่ติดผลแล้ว 50-70 วัน การห่อจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือถุงพลาสติก (ถุงเปิดทั้ง 2 ด้าน)
การเก็บผลผลิต
หลังการมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว 3-4 ปี เกษตรกรจึงปล่อยให้ติดผล โดยมีอายุผลพร้อมเก็บประมาณ 110-115 วัน หลังดอกบาน ผลสุกที่เก็บมาแล้วสามารถเก็บได้นาน 5-7 วัน ณ อุณหภูมิห้อง หากเก็บในตู้เย็นจะเก็บได้ประมาณ 14 วัน



มะม่วงน้ำดอกไม้ (Nam Dok Mai)

เป็นมะม่วงที่นิยมรับประทานสุก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เนื่องจาก ผลสุกมีสีเหลืองทอง สวยงาม เนื้อมีสีเหลืองอมครีม เนื้อแน่นปานกลาง มีความนุ่ม และรสหวาน นิยมรับประทานเป็นผลไม้สุกหรือใช้ทำขนมหวาน อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีม และแยม เป็นต้น
• วงศ์ : Anacardiaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica Linn.
• ชื่อสามัญ : Mango (Nam Dok Mai)
• ชื่อท้องถิ่น : มะม่วงน้ำดอกไม้

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย

มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นมะม่วงท้องถิ่นในไทย ปัจจุบันพบปลูกในทุกภาค และมีการปลูกเพื่อการค้ามากในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีอายุประมาณ 15-20 ปี ลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งน้อย แลดูเป็นทรงพุ่มโปร่ง เปลือกลำต้นสีดำอมเทา
ใบ
มะม่วงน้ำดอกไม้ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันบนกิ่งแขนง ใบมีรูปหอก โคนใบสอบแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบโค้งเป็นลูกคลื่น แผ่นใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม และเป็นมัน
ดอก
มะม่วงน้ำดอกไม้ ออกดอกเป็นช่อแขนงที่ปลายกิ่ง บนช่อแขนงมีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ ทั้งนี้ ดอกมะม่วงน้ำดอกไม้มีทั้งดอกกระเทย และดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน
ผล และเมล็ด
ผลมะม่วงน้ำดอกไม้ มีลักษณะอ้วนจนถึงเกือบกลม ผลด้านขั้วผลมีขนาดใหญ่ และเล็กลงที่ท้ายผล ขนาดผลกว้างประมาณ 6.5-7.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร มีน้ำหนักต่อผลประมาณ 250-400 กรัม หรือมากกว่า ผลอ่อนมีสีเขียวนวล ผลสุกมีสีเหลืองครีมหรือเหลืองทอง เปลือกค่อนข้างบาง จึงซ้ำง่าย ส่วนเนื้อผลมีสีเหลืองอมครีม เนื้อละเอียด มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดมีขนาดเล็ก และแบนลีบ ไม่มีเส้นใย

พันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ที่นิยม

1. น้ำดอกไม้สีทอง
น้ำดอกไม้สีทอง เป็นมะม่วงที่กลายพันธุ์มาจากมะม่วงน้ำดอกไม้พระประแดง ผลดิบมีสีเขียวนวล เนื้อผลมีสีขาว มีรสเปรี้ยวจัด ผลแก่ที่อยู่บนต้นมีสีเหลืองอมครีม คล้ายกับมะม่วงสุก ผลเมื่อสุกจัดจะมีสีเหลืองอมส้มหรือสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด และมีเสี้ยนเล็กน้อย น้ำหนักต่อผลประมาณ 300-400 กรัม ถือเป็นพันธุ์ที่มีเปลือกหนาขึ้น หนากว่ามะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 และมีความหวานมากกว่า นอกจากนั้น ทนโรค และแมลงได้ดี รวมถึงตอบสนองต่อการบังคับให้ติดผลนอกฤดูได้ดี
2. น้ำดอกไม้เบอร์ 4
น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ผลดิบมีสีเขียวนวล เนื้อมีสีขาวแน่น และหนา มีรสเปรี้ยวจัด ผลสุกมีสีเหลืองเข้มหรือเหลืองทอง  เปลือกผลบาง เนื้อผลละเอียด ไม่มีเสี้ยน มีกลิ่นหอม ไม่มีเสี้ยน น้ำหนักผล 280-300 กรัม ความหวานประมาณ 19 องศาบริกซ์
มาตรฐานพันธุ์ และการเพาะกล้ามะม่วงนํ้าดอกไม้
1. ต้องเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง ติดตา หรือเสียบยอด กรณีที่ติดตาหรือเสียบยอดจะต้องมียอดพันธุ์ดี ยาวไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร
2. ต้นกล้ามีความสูงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร (โคนต้นถึงปลายยอด) และมีไม้ปักยึดข้างลำต้น
3. ต้นตอที่โคนต้น ต้องมีเส้นรอบวงไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร หรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 0.8 เซนติเมตร
4. มีลักษณะของต้น และใบสมบูรณ์ และแข็งแรงตามสภาพปกติ ไม่ลักษณะของต้นที่ขาดธาตุอาหารหรือมีการเข้าทำลายของโรค และแมลง จนมีผลต่อการเติบโต
5. ภาชนะบรรจุ
– กระถาง ต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางของกระถาง ประมาณ 20 เซนติเมตร (วัดจากขอบนอกกระถาง)
– ถุงพลาสติก ต้องมีขนาดของถุงพลาสติก ประมาณ 20 X 25 เซนติเมตร (กว้าง X ยาว)
– กระชุไม้ไผ่ ต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางของกระชุไม้ไผ่ ประมาณ 15 เซนติเมตร มีสภาพไม้ดี สามารถขนส่งในระยะทางไกลได้สะดวก และใช้ดินผสมเป็นวัสดุเพาะชำ
6. ต้องชำในภาชนะบรรจุตั้งแต่ 1 เดือน ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 6 เดือน เมื่อถอนขึ้นมาดู มีการเจริญของราก และสามารถเห็นได้ชัดเจน
7. ต้องมีป้ายถาวรติดที่ต้นพันธุ์ที่ระบุชื่อพันธุ์ ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต และวันเดือนปีที่เพาะชำ โดยผูกติดกับต้นหรือภาชนะ และสามารถตรวจสอบได้

ประโยชน์มะม่วงน้ำดอกไม้

1. มะม่วงน้ำดอกไม้ ผลสุกมีสีเหลืองนวลหรือเหลืองทอง เนื้อผลมีสีครีม มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม นิยมรับประทานเป็นผลไม้สุก นอกจากนั้น ผลดิบยังใช้รับประทานเป็นผลไม้เปรี้ยว แก้ร้อนแดด
2. มะม่วงน้ำดอกไม้ นิยมใช้ทำขนมหวาน โดยเฉพาะข้าวเหนียวมะม่วง
3. มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ แปรรูปเป็นมะม่วงดอง เนื่องจากมีรสเปรี้ยวสูง ส่วนผลสุกแปรรูปเป็นมะม่วงกวนหรือ มะม่วงในน้ำเชื่อม และแยมมะม่วง เป็นต้น
5. ก้านยอดอ่อน และยอดอ่อนมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารอื่น อาทิ ลาบ ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
6. เปลือกลำต้นใช้ต้มย้อมผ้า ให้ผ้าสีน้ำตาล
7. เนื้อไม้จากต้นขนาดใหญ่ แปรรูปเป็นไม้สำหรับก่อสร้างบ้าน อาทิ ไม้ปูพื้น ปูฝ้า หรือแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ต่างๆ
คุณค่าทางโภชนาการมะม่วงน้ำดอกไม้ ( 100 กรัม)
– พลังงาน 60.0 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 0.6 กรัม
– ไขมัน 0.3 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 15.9 กรัม
– ใยอาหาร 0.5 กรัม
– แคลเซียม 10.0 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 15.0 กรัม
– ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 133.0 IU
– วิตามินซี 36.0 มิลลิกรัม

สารสำคัญที่พบ

– Butyric acid
– 3-carene
– α-phellandren
– Succinic acid
– Malic acid
– Citric acid
– Oxalic acid
– Quinic acid
– Formic acid
– Acetic acid
– Fumaric acid

สรรพคุณมะม่วงน้ำดอกไม้

– ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
– ป้องกันโรคเบาหวาน ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด
– ป้องกันโรคหัวใจ
– ป้องกันโรคมะเร็ง
– กระตุ้นการขับถ่าย
– ช่วยดับกระหาย
– แก้อาการไอ
– ช่วยละลายเสมหะ
– แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน
– ช่วยขับปัสสาวะ
– กระตุ้นเลือดลมของสตรีเป็นปกติ
ทั้งนี้ ส่วนผู้เป็นโรคไตไม่ควรรับประทานมาก



มะม่วงทองดำ

สุกเนื้อสีส้ม กลิ่นหอม รสหวาน ทานกับข้าวเหนียวมูนอร่อยไม่แพ้มะม่วงอกร่องแน่นอนค่ะ อร่อยมาก ที่สำคัญหาทานยาก เมื่อสมัยเด็กๆเคยได้กิน แต่เดี๋ยวนี้มีแต่น้ำดอกไม้ จะกินมะม่วงทองดำคงหาซื้อกินไม่ได้แน่






มะม่วงโชคอนันต์

ชื่อสามัญ    Mango 

ชื่อวิทยาศาสตร์  Mangiferaindica

วงศ์ Anacardiaceae

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร เส้นรอบวงของต้น 80-200 ซม. เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือคล้ายเจดีย์ต่ำแตกกิ่งก้านสาขา เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเทาหรือเทาปนดำ แตกระแหงเป็นร่องเล็กๆรูปทรงผล กลมรี ผิวผลสุกเป็นสีเหลือง น้ำหนักผล 250 – 350 กรัม/ผล เนื้อสีเหลือง มีเส้นใยมาก รสหวานหอม