กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา

กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา



พันธุ์ขนุน จำปา กรอบ

พันธุ์ขนุน  จำปา  กรอบ

ขนุน  จำปา  กรอบ

พันธุ์ส้มเขียวหวานบางมด / รสชาติเป็นหนึ่ง ผลดก เนื้อหวาน น้ำดี


พันธุ์มะกรูด


แผนที่ "พาท่านมาหาเรา....

แผนที่  "พาท่านมาหาเรา....
การให้คือความสุข การได้แบ่งปันความรู้ในหลายสิ่งที่คนยังไม่รู้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก The happiness To share the knowledge of many things that people do not know. Even a little thing. I pride myself very much.

อยากรู้มาหาเราที่นี่ !!!

อยากรู้มาหาเราที่นี่  !!!

12.7.59

โรคและแมลงศัตรูมะม่วง

โรคและแมลงในระยะแตกยอดใหม่จนถึงระยะใบแก่
แมลงที่สำคัญในระยะนี้ คือ
1. หนอนผีเสื้อเจาะยอดอ่อนมะม่วง (Chlumetia transversa Walker)  ตัวเต็มวัยจะวางไข่หรือกิ่งอ่อน ยอดอ่อน เมื่อฟักเป็นตัวหนอน หนอนเจาะกินเข้าไปอยู่ในยอดอ่อน ทำให้ยอดอ่อนเหนือรอยเจาะเหี่ยวแห้ง
2. ด้วงงวงกัดใบไม้ (Hypomeces squamosus F.)  เรียกว่าแมลงค่อมทอง หรือแมงสะแกง ตัวเต็มวัยสีเขียวใบไม้ปนน้ำตาล มีความยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ด้วงวางไข่จามก้านใบทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยกัดกินใบ ถ้าหากทำลายมากจะทำให้เหลือแต่ยอด
3. ด้วงตัดใบ (Deporaus marginatus Pascoe)  ด้วงชนิดนี้ตัวเต็มวัยสีน้ำตาล ขนาดลำตัวกว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 6 มิลลิเมตร ชอบทำลายใบขณะใบอ่อนเริ่มคลี่ โดยกัดกินผิวใบด้านล่างของใบ ทำให้ด้านบนแห้ง ถ้าทำลายมากทำให้ใบร่วงเหลือแต่ยอดกิ่ง การวางไข่จะวางไข่ที่ใบอ่อนและกัดเส้นกลางใบขาดห้อยให้ตัวอ่อนม้วนกินอยู่ เมื่อลมพัดใบจะขาดร่วงลงดิน ใบที่เหลือจึงขาดวิ่น
4. เพลี้ยไฟ (Scirtothrips dorsalis)  ตัวขนาดเล็กมาก สีเหลืองอ่อนหรือส้ม เพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน หรือตามด้านล่างของใบอ่อน โดยเฉพาะบริเวณปลายใบ ยอดอ่อนที่เพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงจะมีสีน้ำตาล ใบที่ถูกทำลายบริเวณปลายใบและขอบใบไหม้ ขอบใบม้วนลง ใบอาจแห้งถึงครึ่งใบ
5. หนอนชอนเปลือกกิ่งมะม่วง (Spulerina isonoma Meyrick)  ในระยะแตกยอดใหม่ใกล้แก่หรือระยะใบเพสลาดมักมีหนอนผีเสื้อกินใต้ผิวเปลือกของกิ่ง กินถึงไหนจะทำให้เปลือกกิ่งที่มีสีเขียวเปลี่ยนเยื่อสีน้ำตาล ตัวหนอนขนาดเล็กจะอยู่ภายใน ถ้าหลายตัวกัดกินรอบกิ่งทำให้ยอดที่แตกใหม่แห้งตายได้
6. เพลี้ยจักจั่นหรือแมงกะอ้า (Idioscopus sp.)  เป็นแมลงขนาดเล็กตัวยาว 3.5-4 มิลลิเมตร หัวป้านท้องเรียวลงเล็กน้อยมีขาคู่หลังกระโดได้ดี ลำตัวสีเขียวอ่อนออกน้ำตาล มีจุดเล็กๆสีดำหรือเหลืองประปรายทั่วตัว วางไข่ตามด้านใต้เส้นแถบกลาง ยอดอ่อน เมื่อฟักเป็นตัวจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ส่วนต่างๆ เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน ทำให้แห้ง ถ้าเป็นกับช่อดอกทำให้ช่อดอกแห้งหรือผลร่วงในระยะเล็ก
โรคที่สำคัญ ในระยะนี้มักจะพบว่าเป็นกับใบอ่อน กิ่งอ่อน ใบแก่ ช่อดอก ผลอ่อน และผลในที่บ่ม ก็คือ
1. โรคแอนแทรคโนส (Colletotrichum gloeosporioides) เชื้อจะอยู่ทั่วไปในอากาศและตามส่วนต่างๆของมะม่วงที่เป็นโรค เชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง เช่น ในช่วงฝนตกชุก ช่วงที่มีหมอกน้ำค้างมาก เชื้อจะระบาดรวดเร็ว ดังนั้นในระยะแตกกิ่งใหม่จึงควรป้องกันไม่ให้มะม่วงเป็นโรค อาการของโรค เมื่อเชื้อเข้าทำลายใบอ่อนจะเห็นเป็นแผลเล็กๆ สีน้ำตาล ถ้าเป็นมากจะลุกลามทำให้ใบแห้งและร่วงได้ ถ้าเกิดกับกิ่งอ่อนทำให้กิ่งแห้งตายจากยอดลงมาในกิ่งแก่ถ้าเกิดแผลเชื้อก็จะเข้าทำลายได้ ถ้าเกิดบนผลทำให้ผลเน่าและบริเวณที่ถูกทำลายเป็นสีดำ บางครั้งทำความเสียหายในขณะขนส่งและขณะบ่ม  ถ้าโรคแอนแทรคโนสระบาดในระยะมะม่วงแทงช่อดอก จะทำให้ช่อดอกหรือส่วนของดอกเหี่ยวเป็นสีน้ำตาล หลังจากนั้นดอกจะร่วงหล่นไป ในระยะผลอ่อนทำให้ผลอ่อนร่วง
การป้องกันกำจัดแมลงและโรคในระยะแตกยอดใหม่จนถึงระยะใบแก่
1.หนอนเจาะยอดและด้วงกัดกินใบ ควรป้องกันในระยะเริ่มแทงยอดใหม่ ขนาดประมาณ 2.54 เซนติเมตร โดยฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงคาบาริล ชื่อการค้า เซฟวิน 85 อัตรา 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 1 ปี๊บ
2.เพลี้ยไฟหนอนชอนเปลือกกิ่ง และเพลี้ยจั๊กจั่น ถ้าพบระบาดควรใช้สารเคมีกำจัดแมลงประเภทดูดซึม เช่น ไดเมธโอเอท ในอัตรา 30-40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตรหรือสารไพรีทรอย
3.โรคแอนแทรคโนส ใช้สารเคมีกำจัดโรคไซแนบผสมมาแนบ ชื่อการค้า เช่น เอชินแมก ไดเทนเอ็ม-45 และไตรแมนโซน ใช้อัตรา 2-3 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 ปี๊บ หรือสารเคมีกำจัดโรคเบโนมิล เช่น เบนเลท หรือฟันตาโซล หรือยาคาเบนดาซิมก็ได้
การใช้สารเคมีกำจัดแมลงกับสารเคมีกำจัดโรคในตัวยาที่กล่าวมาแล้วสามารถผสมกันได้ โดยไม่เกิดอันตรายต่อมะม่วงที่ปลูกและในระยะแตกใบอ่อนจนเป็นใบแก่ ขอแนะนำให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและโรคประมาณ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในระยะเริ่มแทงยอดใหม่ขนาด 2.54 เซนติเมตร ฉีดพ่นยาครั้งที่ 2 หลังฉีดครั้งแรก 10-14 วัน และฉีดพ่นครั้งที่ 3 หลังฉีดพ่นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 10-14 วัน เช่นกัน
โรคและแมลงศัตรูในมะม่วงระยะแทงช่อดอกและติดผล
แมลงศัตรูที่สำคัญในระยะแทงช่อดอกถึงติดผล
1. หนอนผีเสื้อเจาะช่อดอกอ่อน เป็นชนิดเดียวกับหนอนผีเสื้อเจาะยอดอ่อน
2.  ด้วงงวงกัดกินดอก เป็นชนิดเดียวกับด้วงงวงกัดกินใบ
3. เพลี้ยไฟช่อดอก ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ช่อดอก ทำให้ดอกแห้งหรือช่อดอกไม่ยืดแก ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผลอ่อนทำให้ผลอ่อนบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนสีเป็นแบบเดียวกับสีของละมุด
4. หนอนผีเสื้อกินดอก
5. เพลี้ยจักจั่นหรือแมงกะอ้า จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนทำให้ช่อมะม่วงแห้งและผลร่วง ฤดูที่มะม่วงแทงช่อดอก เป็นช่วงที่เพลี้ยจักจั่นหรือแมงกะอ้าขยายพันธุ์และวางไข่ตามยอดอ่อน ก้านช่อดอก ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัย แต่ไม่มีปีกและมีขนาดเล็กกว่า ตัวอ่อนจะลอกคราบหลายครั้ง นอกจากนี้เพลี้ยจักจั่นยังขับถ่ายของเหลวที่มีรสหวานออกมาด้วย ซึ่งทำให้เกิดราดำขึ้นบนน้ำหวาน จะพบว่าช่อดอก ใบ กิ่ง เป็นสีดำ ถ้ากำจัดเพลี้ยหมดไปราดำก็จะหมดไปด้วย การกำจัดอาจใช้สารเคมีกำจัดแมลง คาร์บาริลหรือไพรีทรอยก็ได้
โรคในระยะช่อดอกที่สำคัญ
1. โรคแอนแทรคโนส  จะเข้าทำลายใบและระบาดในระยะแทงช่อดอกด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่มีหมอก มีน้ำค้างมาก เชื้อจะเจริญที่ดอกและช่อดอก ทำให้ดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลและร่วง
2. โรคราแป้ง  เป็นโรคที่สำคัญในระยะช่อดอกและติดผลโรคหนึ่งของมะม่วงโดยเฉพาะในเขตที่มีอากาศเย็น อาการจะมีลักษณะเป็นแป้งฝุ่นสีขาวที่ช่อดอก โดยเชื้อจะเข้าทำลายที่โคนก้านดอกย่อย โดยเฉพาะจะทำให้ช่อดอกร่วงหมด ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะทำให้โรคแพร่กระจายลงมาทางโคนก้านช่อทำให้ช่อแห้งหรือบางทีไม่แห้งแต่มีรอยขีด สีน้ำตาล ถ้าเป็นกับผลจะทำให้ผลแตกบุ๋ม แผลเป็นรูปแฉกหรือรูปดาว
สาเหตุเกิดจาก Oidium mangiferae กลุ่มโคโลนีจะถูกพัดพาไปโดยลมจากส่วนที่เป็นโรคไปยังส่วนปกติอื่นๆ เมื่อเชื้อไปติดบริเวณโคนก้านดอกย่อยเชื้อจะเจริญผลิตสปอร์ของราสีขาวได้ภายใน 5 วัน หลังจากเชื้อเข้าไป รามีชีวิตอยู่โดยอาศัยอยู่ที่เซลล์ผิวก้านของดอก ช่อดอก ผลอ่อน ทำให้ผลแตกรูปหลายแฉก แผลบุ๋มหรือแห้งร่วงหล่น
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีกำจัดโรค เช่น ซาพรอน หรืออาฟูกาน อัตรา 10-20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในระยะแทงช่อดอกถึงติดผล

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูในมะม่วงระยะแทงช่อดอกและติดผล
1. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคและแมลงในระยะช่อดอกยาว 1.27-2.54 เซนติเมตร
2. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคและแมลงในระยะช่อดอกยืดแต่ยังไม่บาน โดยฉีดห่างครั้งแรก 7-10 วัน เมื่อดอกบานแล้วปล่อยให้แมลงช่วยผสมเกสร เมื่อติผลแล้วจึงป้องกันกำจัดแมลงและโรคต่อ
3. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคและแมลงหลังติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด พร้อมใส่ปุ๋ย
4. ถ้าไม่มีแมลงทำลายฉีดพ่นแต่สารเคมีป้องกันโรคและปุ๋ย
• ใส่ปุ๋ยทางดินถ้ามีน้ำให้ ถ้าไม่มีน้ำฉีดพ่นทางใบ
• ให้น้ำหลังจากติดผลขนาดเมล็ดถั่วเขียว ในพื้นที่มีน้ำจะช่วยให้ผลเจริญเติบโตได้ดี






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น