กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา

กิ่งพันธุ์มะม่วงของสวนเรา



พันธุ์ขนุน จำปา กรอบ

พันธุ์ขนุน  จำปา  กรอบ

ขนุน  จำปา  กรอบ

พันธุ์ส้มเขียวหวานบางมด / รสชาติเป็นหนึ่ง ผลดก เนื้อหวาน น้ำดี


พันธุ์มะกรูด


แผนที่ "พาท่านมาหาเรา....

แผนที่  "พาท่านมาหาเรา....
การให้คือความสุข การได้แบ่งปันความรู้ในหลายสิ่งที่คนยังไม่รู้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก The happiness To share the knowledge of many things that people do not know. Even a little thing. I pride myself very much.

อยากรู้มาหาเราที่นี่ !!!

อยากรู้มาหาเราที่นี่  !!!

18.10.58

มะม่วงแม่ลูกดก / กิ่งทาบ

มะม่วงแม่ลูกดก เป็นมะม่วงทานดิบ มีรสเปรี้ยวลูกไม่ใหญ่มาก แต่ก็ใหญ่กว่ามะม่วงแก้ว เหมาจะนำมาทานจิ้มพริกเกลือ และใช้ทำน้ำพริกหรือยำ มะม่วงน้ำปลาหวาน ต้นเล็กปลูกปีเดียวออกลูกและมีลูกดกเหมือนชื่อเลยค่ะ เมื่อแก่จัดก็จะหวานอร่อย...

ต้นขาย ที่สวนลุงสงวน  จังหวัดปราจีนบุรี  ติดต่อสอบถาม  โทร. 082-4660376  (Out  of  Stock)










8.10.58

ประโยชน์ของมะกรูด

หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับมะกรูดเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทมาอย่างยาวนาน เพราะนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากมะกรูด จะใช้เป็นเครื่องประกอบในอาหารต่าง ๆแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงามและในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูด และในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 4% และในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.08% และยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แต่ก็ยังมีจุดเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากกว่านั่นเอง จึงนิยมใช้ทั้งน้ำมันมะกรูดทั้งจากใบและเปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถนำใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย !


การใช้น้ำมันหอมระเหยมะกรูด มาใช้ทาภายนอกหลังจากทาแล้วภายใน 4 ชั่วโมงไม่ควรให้ผิวหนังบริเวณที่ทานั้นสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นไหม้ได้


ประโยชน์ของมะกรูด

  1. มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค
  2. ประโยชน์ของมะกรูดช่วยทำให้เจริญอาหาร
  3. น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  4. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม
  5. สรรพคุณมะกรูดใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  6. ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานแก้อาการ (เปลือกผล)
  7. ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาผ่าซึกเติมเกลือ นำไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อย ๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ สูตรนี้ก็สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ด้วยเช่นกัน
  8. สรรพคุณของใบมะกรูดสามารถใช้แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำในได้อีกด้วย
  9. ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี
  10. ใบมะกรูดสรรพคุณช่วยยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ เนื่องจากใบมะกรูดนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน
  11. สรรพคุณของมะกรูดช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล,ราก)
  12. น้ำมะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลังแปลงฟันเสร็จให้ใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือก
  13. ใช้ปรุงเป็นยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้อง ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  14. ช่วยแก้อาการปวดท้อง หรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน หรือการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทานแก้อาการปวดได้ หรือจะนำมาป้ายลิ้นเด็กอ่อน ใช้เป็นยาขับขี้เทาก็ได้เช่นกัน
  15. ช่วยขับระดู ขับลม ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทานแก้อาการ
  16. ช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยรักษาฝีภายใน (ราก)
  17. มะกรูด สรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี
  18. น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อน ๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้
  19. ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่าง ๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้ผมหวีง่ายอีกด้วย ด้วยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จ ให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่วบนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้
  20. ช่วยล้างสารเคมีในเส้นผม เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องโดนทั้งฝุ่นระออง แสงแดด ยาสระผม ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ผมแห้งกรอบได้ แม้จะใช้ครีมนวดผมหรือทรีทเม้นท์บำรุงและซ่อมแซมผมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังส่วนผสมของสารเคมีอยู่ สำหรับวิธีการปกป้องเส้นผมและล้างสารเคมีก็ง่ายเพียงแค่ใช้น้ำมะกรูดมาชโลมบนผมที่เปียกชุ่ม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้น และยังช่วยถนอมเส้นผมและบำรุงเส้นผมไปในตัวอีกด้วย
  21. ใช้รักษารังแคและชันนะตุ ด้วยการนำมะกรูดมาเผาไฟ นำมาผ่าเป็นซีกแล้วใช้สระผม จะช่วยรักษาอาชันนะตุได้
  22. ใช้ผสมเป็นน้ำอาบเพื่อทำความสะอาด ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซึกลงในหม้อต้มเป็นน้ำอาบ
  23. มีอาหารบางชนิดที่นิยมใช้น้ำมะกรูดเป็นส่วนผสม
  24. ประโยชน์ของใบมะกรูด เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ประมาณ 4-5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วน ให้กลิ่นออก แล้วใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีแมลงมอดมากวนใจท่านแล้วครับ
  25. มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำได้ เมื่อทานหรือคั้นเอาน้ำแล้วก็อย่าทิ้งเปลือก ให้นำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดีนัก (เปลือกผล)
  26. ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร ด้วยการใช้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลก็จะค่อย ๆปล่อยน้ำมันออกมา แถมยังไม่มีอันตรายอีกด้วย
  27. น้ำมันจากใบมะกรูดมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยของราพวกมูเคอร์ แอสเปอร์จิลลัส อัลเทอร์นาเรีย และกระตุ้นการสร้างสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัส
  28. ประโยชน์ใบมะกรูด ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้
  29. ใช้ในการประกอบอาหารและแต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ฯลฯ
  30. น้ำมะกรูดสามารถใช้แทนน้ำมะนาว หรือใช้ร่วมกับมะนาวได้ จะได้รสเปรี้ยวและความหอมของน้ำมันหอมระเหยที่ผิวมะกรูดเพิ่มขึ้นไปด้วย
  31. มะกรูดยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี
  32. ยาฟอกเลือกสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย มักจะมีมะกรูดอยู่ในตำรับยาเสมอ
  33. มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูด หรือ ยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น
  34. หากถูกปลิงกัด ไม่ควรดึงออก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเลือดจะไหลไม่หยุด แต่วิธีที่ควรทำในเบื้องต้นให้ใช้น้ำมะกรูดมาราดใส่ตรงที่ถูกปลิงเกาะ ก็จะทำให้ปลิงหลุดออกมาเอง
  35. มะกรูดประโยชน์ช่วยแก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็น มีกลิ่นอับเชื้อรา ด้วยสูตรมะกรูด ขิง ข่า เกลือ อย่างละเท่า ๆกัน นำมาต้มรอให้อุ่นสักนิดแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับแถมยังคลายความปวดเมื่อยได้อีกด้วย
  36. ประโยชน์มะกรูดช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าหรือตู้รองเท้า ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม อย่างละ 1 ส่วน นำมาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วนำไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว
  37. ช่วยทำความสะอาดครบตามซอกเท้า เพื่อลดความหมักหมมด้วยการใช้ สับปะรด 2 ส่วน / สะระแหน่ 1/2 ส่วน / น้ำมะกรูด 1/2 ส่วน / เกลือ 2 ส่วน นำมาปั่นรวมกันแล้วนำไปขัดเท้า
  38. การอบซาวนาสมุนไพร เพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน มักจะมีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ พิมเสน การบูร และผิวมะกรูดผสมอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละตัวก็มีสรรพคุณในการช่วยขับสารพิษทั้งสิ้น



มะกรูด

มะกรูด ชื่อสามัญ Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda

มะกรูด ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)

มะกรูด

ลักษณะทางธรรมชาติ
    * เป็นไม้ยืนต้นอายุยืนหลายสิบปี ปลูกได้ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ทรงพุ่มขนาดเล็กถึงกลาง ไม่ผลัดใบ ปลูกง่ายโตเร็ว เจริญง่ายเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตเมื่ออายุ 2-3 ปีหลังปลูก ชอบดินดำร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากๆ ระบายน้ำดี ทนแล้งแต่ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขังค้างนาน

    * มะกรูดที่ปลูกจากเพาะเมล็ดโตช้า เมื่อโตขึ้นจะมีหนามจำนวนมาก แข็งและยาว

    * ปลูกเพื่อบริโภคผลปฏิบัติบำรุงด้วยขั้นตอนการบำรุงไม้ผล จัดระยะห่างเหมือนส้มหรือมะนาว(ระยะปกติหรือระยะชิด)
    
              
    * ปลูกเพื่อบริโภคใบให้บำรุงแบบไม้ใบทั่วไป จัดระยะปลูกแบบระยะชิด 1 ตร.ว./1 ต้น เนื้อที่ 1 ไร่ปลูกได้ 400 ต้น
              
    * ตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพ ยิบซั่มธรรมชาติ กระดูกป่นที่ให้ทางรากดีมาก และ
ตอบสนองต่อฮอร์โมนธรรมชาติที่ให้ทางใบดีมาก....ไม่ควรให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทางใบเพราะจะรัดลูกทำให้ผลเล็กและอาจจะเรียกเชื้อรา (มีราโนส)เข้าต้นได้

    * ให้ผลผลิตตลอดปีแบบไม่มีรุ่น เป็นดอกสมบูรณ์เพศผสมตัวเองหรือผสมต่างต้นต่างดอกได้

  
  * เป็นไม้ผลที่ใช้ผลเพื่อทั้งปรุงอาหารคาวและของหวาน
        
    * การใช้มะกรูด (เพาะเมล็ด)เป็นตอเปลี่ยนยอดเป็นส้ม (เขียวหวาน – โชกุน)  เทคนิคนี้จะทำให้ต้นส้มที่มาเสียบให้ผลผลิตดีมากในช่วง 3-5 ปีแรก เมื่ออายุต้นมากขึ้น ส่วนตอมะกรูดจะมีขนาดใหญ่กว่าส่วนลำต้นส้มที่นำมาเสียบ เรียกว่า “ตีนช้าง” และเมื่ออานยุต้นมากขึ้นอีก ส่วนตอ (มะกรูด)จะไม่ส่งสารอาหารไปเลี้ยงลำต้น (ส้ม)แต่จะพยายามแตกยอดของตัวเอง เมื่อส่วนลำต้นไม่ได้รับสารอาหารก็จะให้ผลผลิตลดลงเรื่อยๆ แล้วตายไปในที่สุด

    * มะกรูดเป็นพืชตระกูลส้มที่ต้องการแม็กเนเซียม.และสังกะสี.เป็นหลัก  การให้ฮอร์โมนน้ำดำ.เดือนละ 1 ครั้ง  จะช่วยบำรุงต้นให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ
                 
      สายพันธุ์
              
      มะกรูดเปรี้ยวพันธุ์พื้นเมือง. มะกรูดหวาน (จืด).
               

      ขยายพันธุ์
              
      ตอน (ดีที่สุด). เพราะเมล็ด ไม่กลายพันธุ์แต่หนามมาก). เพาะเมล็ดเสริมรากเสียบยอด(ดีที่สุด).

  
    เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ                
    - ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี)ปีละ 2 ครั้ง
  
  - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง              
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง  
              
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง              
      หมายเหตุ :
              
    - การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่ ปลาสด เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขตทรงพุ่ม 4-5 หลุม/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องหลายๆปีจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน  
              
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกใบอ่อน ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่ และการให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยแพร่ระบาดของเชื้อราได้  
              
   
 - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพความสมบูรณ์สูง               

      เตรียมต้น
                      ตัดแต่งกิ่ง :              
    - มะกรูดออกดอกจากซอกใบปลายยอดของกิ่งแตกใหม่อายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อสร้างใบใหม่ สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีถัดไป
    - ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม  กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้รับแสงแดดน้อย    - ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้          
    
- ตัดแต่งกิ่งปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี    
    - ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสงแดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้วแสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดีและเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย
              
     - ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ
  
     ตัดแต่งราก :              
     - มะกรูดเป็นพืชรากลอยไม่ควรตัดแต่งรากแต่หากต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหาอาหารดียิ่งขึ้นใช้วิธีล่อรากโดยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
     - ต้นอายุหลายปี  ระบบรากเก่าและแก่มาก ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลาย
ออก 1ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม
  
                
 ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อมะกรูดกินผล     

     1.เรียกใบอ่อน
              
       ทางใบ :    
              
     - ให้น้ำ 100 ล.+ 46-0-0(200 กรัม)หรือ 25-5-5(200 กรัม)สูตรใดสูตรหนึ่ง + จิ๊บเบอเรลลิน 10 กรัม ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ทุก 5-7 วัน  ต่อการเรียกใบอ่อน 1 รุ่น 
   
     - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน  
              
       ทางราก :
              
     - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
 
    - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน              
       หมายเหตุ :
              
     - เริ่มลงมือปฏิบัติทันทีหลังจากตัดแต่งกิ่ง
              
     - หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วันถ้าต้นใดแตกใบอ่อนดีน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบสองด้วยอัตราและวิธีการเดิม 
              
     - ถ้ามีการตัดแต่งรากด้วยแล้วให้ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของรำละเอียดด้วย จะช่วยให้แตกรากใหม่เร็วและดี
              
     - รักษาใบอ่อนที่แตกใหม่ให้รอดพ้นจากโรคและแมลงให้ได้ ถ้าใบอ่อนชุดหนึ่งชุดใดถูกทำลายไปจะต้องเริ่มเรียกใบชุดที่หนึ่งใหม่ทำให้เสียเวลา
     

    2.สะสมอาหารเพื่อการออกดอก           
              
      ทางใบ :
         
    - ในรอบ 7-10 วัน ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 รอบแล้วให้น้ำ 100 ล.+ ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.สลับ 1 รอบ ฉีดพ่นพอเปียกใบติดต่อกัน 1-2 เดือน จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์เต็มที่
  
  - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน              
      ทางราก :
              
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน 
              
    - ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน
              
      หมายเหตุ :
              
    - เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
              
    - ปริมาณ 8-24-24 หรือ 9-26-26 ใส่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น  แต่ถ้ารุ่นปีที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง
       
    - การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น
เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้งก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง   
        
    - แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2 เดือน ในห้วง 2 เดือนนี้ให้กลูโคสผงหรือนมสัตว์สด 2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุงและให้รอบสองห่างจากรอบแรก 20-30 วัน
 
                       

    3.ปรับ ซี/เอ็น เรโช     
                 
      ทางใบ :                 
              
    - ในรอบ 7 วัน ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอ/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1 รอบกับให้น้ำ 100 ล.+ ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. อีก 1 รอบ
 ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น  
              
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
               
      ทางราก :
              
    - เปิดหน้าดินโคนต้นโดยการนำอินทรียวัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม
    - งดให้น้ำเด็ดขาด                 
      หมายเหตุ :
              
    - วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม”  ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น.(อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น)ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก
    - การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น  อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก  แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆเพียงเปียกใบเท่านั้น
    - เมื่องดน้ำ (ไม่รดน้ำ) แล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไปโดยการทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย
                      
    4.เปิดตาดอก   
              
      ทางใบ :
              
      สูตร 1
.....น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.
              
      สูตร 2.....น้ำ 100 ล.+ 0-52-34(200 กรัม)+ สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.
  
    เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่ง              
      ทางราก :
              
    - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
              
    - ให้ 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง(1/2-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
              
    - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
              
      หมายเหตุ :
              
    - เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
  
    - ระหว่างสูตร 1 และ 2 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 3 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกันเพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก
              
    - หลังจากเปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ สาเหตุมาจากตั้งแต่ช่วงเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ
      

    5.บำรุงดอก   
              
      ทางใบ :
              
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 10-45-10(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ เอ็นเอเอ.100 ซีซี.+ ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียก  ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น
              
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน  
              
      ทางราก :
              
    - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
              
    - ให้ 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
    - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน              
      หมายเหตุ :
              
    - ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม  บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล
    - ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน.1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี              
    - ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน
              
    - ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ
              
    - บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ด้วยวิธีให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้
              
    - การไม่ใช้สารเคมีใดๆเลยติดต่อกันมานาน จะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆเข้ามาช่วยผสมเกสรส่งผลให้กระท้อนติดผลดกขึ้น
              
    - ช่วงออกดอกต้องการน้ำสม่ำเสมอจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอ
เพียงดอกจะแห้งและร่วง           

    6.บำรุงผลเล็ก
              
      ทางใบ : 
              
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 21-7-14(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.
+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 7-10 วัน
  
  - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน              
      ทางราก :
              
    - นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม  
              
    - ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
 
   - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(1/2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน    - ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน              
      หมายเหตุ :               
              
    - เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง  หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
      
    - ให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ช่วยบำรุงขั้วเหนียว และเตรียมผลให้พร้อมก่อนเป็นผลใหญ่คุณภาพดี
     

   7. บำรุงผลกลาง    
              
      ทางใบ :
              
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 21-7-14(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ ไคโตซาน 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ทุก 7-10 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน              
      ทางราก :
              
    - ให้ น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 21-7-14(1/2-1 กก)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./ครั้ง/เดือน
  
  - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน              
      หมายเหตุ :
              
    - ให้มูลค้างคาว 1-2 กำมือ/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. โดยละลายน้ำรดโคนต้นบริเวณชายพุ่ม 1 รอบ จะช่วยบำรุงเมล็ดให้มีขนาดใหญ่และคุณภาพดีขึ้น
     
    
- ถ้าติดผลดกมากควรให้ ฮอร์โมนน้ำดำ. แคลเซียม โบรอน.1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น     

   8. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว   
              
      ทางใบ :
              
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 0-21-74(200 กรัม)หรือ 0-0-50(200 กรัม)สูตรใดสูตรหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.หรือ น้ำ 100 ล.+ มูลค้างคาวสกัด 100 ซีซี.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วันก่อนเก็บเกี่ยว ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
 
   - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน           
      ทางราก :
              
    - เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
    - ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง(1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.              
      หมายเหตุ :
              
    - เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน            
  
    - การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย
                            
               
 การปฏิบัติบำรุงต่อมะกรูดกินใบ     

      1.เรียกใบอ่อน
              
        ทางใบ :    
              
      - ให้น้ำ 100 ล.+ 46-0-0(200 กรัม)หรือ 25-5-5(200 กรัม)สูตรใดสูตรหนึ่ง + จิ๊บเบอเรลลิน 
10 กรัม ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 5-7 วัน  ต่อการเรียกใบอ่อน 1 รุ่น 
      - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน  
              
        ทางราก :
              
      - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน 
              
      - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
              
        หมายเหตุ :
              
      - เริ่มลงมือปฏิบัติทันทีหลังจากตัดแต่งกิ่ง
              
      - หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วันถ้าต้นใดแตกใบอ่อนดีน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบสองด้วยอัตราและวิธีการเดิม 
              
      - ถ้ามีการตัดแต่งรากด้วยแล้วให้ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของรำละเอียดด้วย จะช่วยให้แตกรากใหม่เร็วและดี
              
      - รักษาใบอ่อนที่แตกใหม่ให้รอดพ้นจากโรคและแมลงให้ได้  ถ้าใบอ่อนชุดจะทำให้เสียราคา
              
      - ปุ๋ยคอกที่เหมาะสำหรับมะกรูดตัดใบ คือ  มูลวัวไล่ทุ่ง 
     

    2. บำรุงใบอ่อน - ใบแก่
              
       ทางใบ :
              
     - ให้น้ำ 100 + 0-21-74(200 กรัม)หรือ 0-39-39(200 กรัม)สูตรใดสูตรหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ทุก 7-10 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
              
     - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
              
       ทางราก :
              
     - ให้น้ำตามปกติ  ทุก 2-3 วัน
              
       หมายเหตุ :
              
     - ลงมือปฏิบัติเมื่อใบเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้
              
     - การเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่ วัตถุประสงค์เพื่อเก็บเกี่ยว (ตัดใบ) ให้เร็วขึ้น และเพื่อให้รอดพ้นจากการทำลายของแมลงปากกัดปากดูดที่ชอบกัดกินใบอ่อนพืช
              
       หมายเหตุ :
              
     - ปลูกระยะชิด  4 X 4 ม. หรือ  1 ตร.ว./1 ต้น  เนื้อที่  1 ไร่ได้ 400 ต้น
     
- บำรุงระยะต้นเล็กให้จัดเปล้าสูงตรง  หรือให้กิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 50-80 ซม. เมื่อต้นโตขึ้นให้จัดระเบียบกิ่งประธานให้มีต้นละ 4-5 กิ่ง กระจายรอบทิศทาง ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) ให้สูง 2-2.5 ม.เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน  
     - ระยะต้นโตให้ผลผลิต (ตัดใบ)แล้วตัดกิ่งประธานให้สั้นเหลือความยาว 30-50 ซม. จากลำต้น (เรียกว่า โจรแขนด้วน)แล้วบำรุงต้นเรียกใบอ่อนตามปกติจะมียอดใหม่แตกออกมาจากตาตามกิ่งแขนด้วน ให้เลี้ยงยอดที่แตกออกมาใหม่ต่อกระทั่งเป็นกิ่งโตเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะมีความยาว 30-50 ซม. ถึงจังหวะนี้ระยะห่างระหว่างต้นจะเริ่มชิดกันก็ให้ตัดกิ่งพร้อมใบ (เก็บเกี่ยว) ชิดกิ่งประธานอีกครั้ง     
       หลังจาก ตัดกิ่งแล้วระยะห่างระหว่างต้นที่ชิดกันก็จะห่างเหมือนเดิมอีก....ตัด (เก็บเกี่ยว)แล้วบำรุงต้นเรียกใบอ่อนจากนั้นบำรุงให้เป็นใบแก่จนเก็บเกี่ยวได้ ทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

     - การจัดแปลงแบบแบ่งพื้นที่ (โซน) แล้ววางแผน  “ตัดแต่งกิ่ง-บำรุงเรียกใบอ่อน-เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่..” ให้เป็นวงรอบๆละ 1-1 เดือนครึ่ง ก็จะทำให้มีใบมะกรูดให้ตัดได้ตลอดปี


ประโยชน์ของมะกรูดมะกรูด





การปลูกมะกรูด

กิ่งพันธุ์มะกรูด  ใบใหญ่  ไร้หนาม


มะกรูด โดยเฉพาะมะกรูดตัดใบ มีการใช้ในปริมาณที่มาก โดยเฉพาะโรงงาน ที่ผลิตเครื่องแกง ผลิตน้ำมันหอมระเหย

รายละเอียดถึงปริมาณความต้องการว่าใบมะกรูดมีตลาดอย่างไรบ้าง พบว่า มีการใช้ใบมะกรูดรวมถึงลูกมะกรูด ตั้งแต่ระดับส่งขายตลาดสดทั่วไปเข้ากำเครื่องต้มยำ หรือเพื่อนำไปประกอบอาหารทั่วไป มีตลาดโรงงานเครื่องแกง น้ำพริก น้ำมันหอมระเหย และตลาดส่งออกไปต่างประเทศขายให้คนไทย หรือคนเอเชียที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งราคาจะเพิ่มขึ้นตามลำดับถ้าเราทำได้ถึงตลาดส่งออกยิ่งมีราคาสูงมาก

กิ่งพันธุ์มะกรูด  ใบใหญ่  ไร้หนาม


การใช้ใบมะกรูดปริมาณมาก เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่น่าสนใจ ซึ่งไม่แพ้มะนาว แต่มะกรูดดูแลรักษาง่ายมาก เก็บผลผลิตได้ทุกๆ  45  วัน ราคาค่อนข้างคงที่ไม่ขึ้นลง

การดูแลบำรุงรักษา หรือมะกรูด บางต้นมีหนาม บางต้นไม่มีหนาม คือจริง ๆ แล้วอย่างเรื่องของหนามมะกรูดนั้น ถ้าเอาเมล็ดมะกรูดมาเพาะแล้วตอนกิ่งจากต้นเพาะเมล็ดออกมาหนามมะกรูดจะมีหนามสั้นลงเหลือเพียงเล็กน้อย

กิ่งพันธุ์มะกรูด  ใบใหญ่  ไร้หนาม

แต่การปลูกมะกรูดไม่แนะนำใช้ต้นมะกรูดที่ได้จากเพาะเมล็ดเพราะต้นโตช้ากว่ากิ่งตอนมากและต้นมะกรูดที่ได้ ต้นจะมีหนามยาวมากทำให้การทำงานยากมาก





6.10.58

จำหน่ายกิ่งพันธุ์มะกรูดใบใหญ่ + ไร้หนาม (กิ่งทาบ) สนใจติดต่อสอบถาม 082-4660376 (ลุงสงวน)

มะกรูดใบใหญ่  ไร้หนาม

มีต้นขาย ที่สวนลุงสงวน  จังหวัดปราจีนบุรี  ติดต่อสอบถาม  โทร. 082-4660376  (Out  of  Stock)










มะม่วงน้ำดอกไม้สีม่วง

มะม่วงน้ำดอกไม้สีม่วง     เกิดจากการผสมระหว่างมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์  4  ปากน้ำ  กับมะม่วงหงจูของไต้หวัน  จนเกิดเป็นมะม่วงที่มีลักษณะพิเศษ
มะม่วงน้ำดอกไม้สีม่วง มีข้อโดดเด่นคือ ผลเมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 0.8-1.2 กิโลกรัมต่อผล ผลดิบรสเปรี้ยวไม่มากนัก ปอกเปลือกฝานบาง ๆ จิ้มพริกเกลือป่น หรือจิ้มน้ำปลาหวานอร่อยดี ผลสุกหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ เมล็ดบางเล็ก เนื้อเหนียวแน่นไม่เละ กินกับข้าวเหนียวมูนหรือข้าวสวยร้อนๆ อร่อยได้คุณค่าทางโภชนาการไม่แพ้มะม่วงกินสุกทั่วไปแม้แต่น้อย  ขยายพันธุ์ทั่วไปด้วยเมล็ด  ตอนกิ่ง เสียบยอด   และทาบกิ่ง







‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง' จากต้น ‘โชคอนันต์’

การทำเกษตรเพาะปลูกมะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้สีทอง” ที่เกิดจากการใช้ “ต้นตอ” ของมะม่วงพันธุ์ “โชคอนันต์” ที่ราคาเริ่มตก โดยนำกิ่งพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้มาติดตา ต่อกิ่งกับต้นมะม่วงโชคอนันต์ จนได้ออกมาเป็นมะม่วงผลสวยเหลืองอร่าม รสชาติหวานหอม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างยิ่ง



วิธีการต่อกิ่งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จากต้นตอพันธุ์โชคอนันต์ 
1. ใช้ต้นมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ที่มีอยู่เดิมบำรุงด้วยปุ๋ยยูเรียประมาณ 15 วัน
2. เลือกกิ่งมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แล้วนำมาติดต่อ ต่อกิ่งกับกิ่งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง
3. ใช้เทปใสพันทั้งสองกิ่งเข้าด้วยกันให้แน่น ป้องกันน้ำซึมเข้าไป
4. หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี จะเริ่มออกผลเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
5. นำถุงกระดาษเคลือบคาร์บอนที่ผ่านมาฆ่าเชื้อโรคแล้วมาหุ้มที่ผลมะม่วงประมาณ 45 วัน เก็บผลผลิตได้
6. หลังเก็บผลผลิตแล้วให้ตัดมะม่วงบางส่วนออก เพื่อไม่ให้ต้นมะม่วงสูงเกินไป และนำใบไว้โคนต้นเพื่อทำปุ๋ย 


มะม่วงนํ้าดอกไม้ส่งออก

มะม่วงนํ้าดอกไม้ เป็นมะม่วงชนิดรับประทานสุก เจริญเติบโตเร็ว ใบใหญ่ ใบเป็นคลื่น ทรงพุ่มโปร่ง ดอกดกแต่ติดผลปานกลาง ลักษณะผลเรียวยาว เนื้อมาก เมล็ดลีบเล็ก ผิวบาง เมื่อดิบจะมีรสเปรี้ยว ผิวสีเขียวนวล เนื้อแน่น ผลสุกจะมีผิวเหลืองนวล กลิ่นหอม เนื้อละเอียดเสี้ยนน้อย มีรสหวาน มีเบต้าแคโรทีนสูง มะม่วงนํ้าดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมี 2 ชนิด คือ มะม่วงนํ้าดอกไม้สีทอง และมะม่วงนํ้าดอกไม้เบอร์ 4

มะม่วงนํ้าดอกไม้ เป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย ผลิตนอกฤดูได้ผลดี ตอบสนองต่อการใช้สารกระตุ้นให้ออกดอก ที่สำคัญ คือ เป็นพันธุ์ที่นิยมบริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีความต้องการมาก แต่การผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศต้องทำอย่างประณีต สีผิวต้องสมํ่าเสมอ บางประเทศต้องผ่านการอบไอนํ้าร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ก่อน

จากการที่นํ้าดอกไม้ เป็นมะม่วงพันธุ์ยอดนิยมในตลาดต่างประเทศ จึงมีผู้ปลูกกันมาก แต่จะประสบความสำเร็จในการผลิตเพื่อส่งออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของเจ้าของสวน

นํ้าดอกไม้เบอร์สี่จะมีรสหวานกว่า แต่เป็นโรคแอนแทรกโนสง่าย นํ้าดอกไม้สีทองจะมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่ค่อยเป็นโรคแอนแทรกโนส เวลาสุกแล้วจะอยู่ได้นานกว่านํ้าดอกไม้เบอร์สี่